ในปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก เวลาที่เราอยากรู้ข้อมูลสินค้าหรือกำลังตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่าง เราเริ่มพึ่งพาการค้นหาด้วยตัวเองน้อยลง และหันไปถามผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง AI กันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการทำธุรกิจและการสื่อสารแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป และนี่คือจุดเริ่มต้นที่สัญญาณเตือนว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Marketing 7.0 อย่างเต็มตัว
วันนี้เราจะพามาเจาะลึกมุมมองที่น่าสนใจจากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ พร้อมแนะนำวิธีปรับตัวให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นและครองใจลูกค้าได้ในระยะยาว ให้อ่านง่ายและนำไปปรับใช้ได้ทันที
ทำความรู้จัก Marketing 7.0 ยุคที่มนุษย์และ AI ผสานเป็นหนึ่งเดียว
Marketing 7.0 คือยุคที่ถูกขนานนามว่าเป็นยุค “Augmented Human” หรือยุคที่เทคโนโลยี AI ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราอย่างแยกไม่ออก คล้ายกับความสำคัญของสมาร์ทโฟนที่เราขาดไม่ได้ ความท้าทายหลักของแบรนด์ในยุคนี้คือ การพยายามทำตัวให้โดดเด่นและฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ท่ามกลางระบบอัลกอริทึมที่มักจะนำเสนอแต่สิ่งซ้ำๆ ให้กับผู้บริโภค
นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ายังทำให้การปั้นแบรนด์ใหม่หรือการออกสินค้าใหม่ทำได้รวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะ “ลืม” แบรนด์ของเราได้ไวเช่นกัน
ดังนั้น การพึ่งพาแค่การทำ Performance Marketing เพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้นๆ จึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนอีกต่อไป ธุรกิจจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ (Brand Building) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างรากฐานความผูกพันที่เหนียวแน่น และป้องกันไม่ให้แบรนด์ถูกกลืนหายไปในกระแสโลกออนไลน์
จากโลกเสมือนสู่ Cognitive Technology หัวใจสำคัญของ Marketing 7.0
เราได้ผ่านพ้นยุคของการกวาดเก็บข้อมูลมหาศาลหรือ Big Data (ยุค 5.0) รวมถึงยุคของการสร้างโลกเสมือนจริง (ยุค 6.0) มาแล้ว เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของ Marketing 7.0 แกนหลักสำคัญจะเปลี่ยนมาอยู่ที่ “Cognitive Technology” หรือเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของสมองและจิตใจมนุษย์ โดยมี 3 องค์ประกอบหลักที่แบรนด์ต้องโฟกัส ได้แก่
- Attention: การดึงดูดและแย่งชิงความสนใจของผู้บริโภคให้ได้ภายในเสี้ยววินาที
- Social Connection: การสร้างพื้นที่และจุดเชื่อมโยง เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมและผูกพันกับแบรนด์
- Reward Motivation: การนำเสนอคุณค่าหรือการมอบรางวัลที่แตกต่าง เพื่อเป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจของลูกค้า
ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน กลยุทธ์การตลาดแบบ “Lipstick Effect” หรือการนำเสนอ “ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่คุ้มค่าทางจิตใจ” ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีเยี่ยม
โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ระดับ Nano หรือ Micro-Influencer ที่มีความจริงใจ สามารถบอกเล่าเรื่องราวและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ลึกซึ้งกว่าการทุ่มงบโฆษณาแบบหว่านแหทั่วไป
5 แนวคิด ปรับตัวอย่างไรให้ปังในยุค Marketing 7.0
เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางความท้าทายใหม่ๆ นี่คือ 5 กรอบแนวคิดในการปรับตัวรับมือกับ Marketing 7.0
- บริหารสมดุลระหว่างกลยุทธ์สั้นและยาว: ต้องจัดสรรสัดส่วนให้พอดี ระหว่างการทำแคมเปญกระตุ้นยอดขายแบบรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเพื่อสร้างความรักในแบรนด์ระยะยาว
- ใช้อินไซต์ของมนุษย์สร้างความต่าง: มองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยทุ่นแรง แล้วหยิบเอา “ความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์” มาเป็นแกนหลักในการสร้างจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเทคโนโลยีก็ลอกเลียนแบบไม่ได้
- เข้าใจบทบาทของเทคโนโลยีผู้ช่วย: ต้องระลึกไว้เสมอว่าในยุคนี้ ลูกค้าใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการค้นหาและตัดสินใจซื้อสินค้า แบรนด์จึงต้องเตรียมพร้อมและทำตัวให้ถูกค้นพบได้ง่ายโดย AI เหล่านี้ด้วย
- ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวเสมอ: ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงแทบจะรายวัน องค์กรจึงต้องมีโครงสร้างการทำงานที่คล่องตัว พร้อมรับมือกับความผันผวนอยู่ตลอดเวลา
- สร้างมูลค่าจากความเข้าใจคน: มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ที่เกิดจากความใส่ใจและเข้าใจความต้องการลึกๆ ของลูกค้าอย่างแท้จริง
ถึงแม้ว่า AI จะมีความเก่งกาจในการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็ว หรือเลียนแบบพฤติกรรมได้เนียนแค่ไหน แต่มันก็ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก หรือความชอบที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งนี่แหละคือ ช่องว่างสำคัญที่ธุรกิจในยุค Marketing 7.0 ต้องค้นหาให้เจอ การผสานเทคโนโลยีสุดล้ำเข้ากับความเห็นอกเห็นใจแบบมนุษย์ จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณครองใจได้ทั้งระบบอัลกอริทึมและผู้บริโภคตัวจริง